คลังเก็บป้ายกำกับ: ครูลินลี่

ครูภาษาไทยยัน “ศัพท์วัยรุ่น – ศัพท์เฉพาะกลุ่ม – ศัพท์แสลง” ไม่กระทบโครงสร้างภาษาไทย

ประเด็น “ศัพท์วัยรุ่น – ศัพท์เฉพาะกลุ่ม – ศัพท์แสลง” ผมเคยทำเป็นข่าวให้ทีม กรุงเทพธุรกิจทีวี และทำเป็นสกู๊ปทีวี เมื่อประมาณเดือน พ.ย. 2555 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ครับ..

วัยรุ่นขอบคุณภาพจาก : http://talk.mthai.com/topic/354757

ครูภาษาไทยยัน “ศัพท์วัยรุ่น – ศัพท์เฉพาะกลุ่ม – ศัพท์แสลง” ไม่กระทบโครงสร้างภาษาไทย ชี้ทุกภาษาทั่วโลกดิ้นได้ เตือนเด็กรุ่นใหม่ระมัดระวังใช้คำให้ความเหมาะสมกับ “ตัวบุคคล-กาลเทศะ-โอกาส”

 

สถานการณ์การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ในโลกออนไลน์ ที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักตัดคำให้สั้นลง เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิมพ์ นอกจากนี้การเพิ่มอรรถรสและชีวิตชีวาให้กับคำศัพท์ โดยการเติมสระและวรรณยุกต์เข้าไปก็มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งการคิดคำศัพท์เฉพาะกลุ่มเพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันแบบไม่เป็นทางการก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

นายกิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ หรือครูลินลี่ ติวเตอร์วิชาภาษาไทยชื่อดัง กล่าวถึงสถานการณ์การใช้ภาษาไทยของเด็กรุ่นใหม่ ว่า ปัจจุบันการใช้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งการสื่อสารในชีวิตประจำวันและการเขียน ซึ่งเป็นผลมาจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ทำให้พฤติกรรมการใช้ภาษาไทยเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก เช่น การเขียนประโยคสั้นลง เพราะช่วยให้การเขียนหรือการพิมพ์ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องกดปุ่มยกแป้นพิมพ์เพื่อเติมสระ และการใส่อารมณ์ให้กับภาษาเขียน เพื่อช่วยให้การสื่อสารระหว่างกันมีอรรถรสและเพิ่มความสนุกสนาน เช่น คุณพระ – คุณพร้า , คะ – คร๊ะ , หนู – นู๋ , เธอ – เธอว์ , เดี๋ยว – เด๋ว , น่ารัก – น่าลั๊ค เป็นต้น

ครูลินลี่ กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์การใช้ภาษาไทยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงหรือส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของภาษาไทย เนื่องจากไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกถึงระดับรากของภาษา แต่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงแบบผิวเผิน ซึ่งหากจัดกลุ่มตามระดับของภาษาไทย 5 ระดับ การใช้ศัพท์วัยรุ่น ศัพท์เฉพาะกลุ่ม และศัพท์แสลงนั้น จะถูกจัดอยู่ในภาษาระดับที่ 5 คือ ระดับกันเอง ซึ่งใช้กันในวงจำกัดและใช้กับบุคคลที่มีความสนิทสนม เช่น เพื่อนสนิท โดยมักจะสื่อสารเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน มากกว่าการพูดคุยแบบเป็นทางการ ทั้งนี้การใช้ภาษาไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ถือเป็นเรื่องปกติเพราะภาษาต่างๆ ทั่วโลก สามารถดิ้นได้ จึงไม่ถือว่าการใช้ศัพท์สมัยใหม่เป็นเรื่องที่ผิด

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างหรือรากของภาษา แต่เป็นเรื่องของการใช้ให้เหมาะสมกับ ระดับบุคคล กาลเทศะ และโอกาส ซึ่งต้องคอยตักเตือนเด็กนักเรียนอยู่ตลอด เพราะบางคนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า การพูดคุยกับผู้ใหญ่หรือครูบาอาจารย์ ควรจะต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้ถ้อยคำให้เหมาะสม กับคู่สนทนาที่เป็นผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีความอาวุโสมากกว่า” ครูลินลี่ กล่าว

ส่วนประเด็นการใช้ศัพท์เฉพาะกลุ่ม สื่อสารกันในกลุ่มเพื่อนสนิทนั้น ครูลินลี่ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่คิดว่าการใช้ศัพท์เหล่านี้ จะสร้างผลกระทบหรือทำให้หลักภาษาไทยเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เนื่องจากเป็นการใช้เฉพาะกลุ่มและใช้เพื่อความสนุกสนาน ซึ่งในชีวิตจริงเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ภาษาอย่างเป็นทางการ ก็ไม่มีใครนำมาพูด เช่น การสัมภาษณ์งาน การกล่าวรายงาน หรือการประชุมอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการใช้คำเพื่อสื่อสารระหว่างกัน จึงเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์ ความเหมาะสม และกาลเทศะในการใช้ มากกว่าความถูกผิด

สอดคล้องกับความเห็นของ นายธเนศ เวศร์ภาดา  คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของภาษาถือเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมาในสังคมไทยเอง ก็มีคำฮิตในหมู่วัยรุ่น ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เช่น ชิว ชิว , เอ๊าะ เอ๊าะ , จ๊าบ แต่ในปัจจุบันค่อยๆ เลื่อนหายไป และมีคำใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน เป็นลักษณะของการเกิดขึ้นมาและผ่านไป ดังนั้นสถานการณ์การใช้ภาษาไทยทั้งการสื่อสารและการเขียนในขณะนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นวิกฤตที่จะทำให้หลักภาษาไทยได้รับผลกระทบ จนถึงขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างของภาษา

นายธเนศ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้เด็กไทยรุ่นใหม่ มีการใช้ภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่วนหนึ่งอาจมาจากการสื่อสารผ่านทางสังคมออนไลน์ จึงทำให้คนในสังคมเห็นการสื่อสารของวัยรุ่น โดยเฉพาะใช้ศัพท์เฉพาะกลุ่มและศัพท์แสลงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าการสื่อสารลักษณะนี้ เป็นการสื่อสารกันระหว่างกลุ่มเพื่อน ซึ่งไม่ใช่การพูดคุยอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการใช้คำคะนองหรือคำศัพท์ที่คิดค้นขึ้นมากันเองในกลุ่ม จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตัวอย่างคำว่า จุงเบย ที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้ เป็นการออกเสียงที่ไม่ตรงกับภาษาเขียน แต่ยังมีความหมายคงเดิม ซึ่งสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ

“ต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของไทยรวมถึงภาษาอื่นๆ ทั่วโลก ล่วนแล้วแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์ หรือการดัดแปลงคำขึ้นมาใหม่ เช่น แอ๊บแบ๊ว , สก๊อย หรือการเพิ่มวงศ์ศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์เกี่ยวกับอาหาร เช่น แหนมเนือง , เฝ่อ , ติ่มซำ ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างหรือไวยกรณ์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและรากของภาษาไทย” นายธเนศ กล่าว

นายธเนศ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงภาษาในระดับโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงไวยกรณ์นั้น ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆ ทั่วโลก ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงในระดับดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างของภาษาทุกภาษา มีความมั่นคงและแข็งแรงเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการใช้ภาษาที่สองมาจนเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างภาษาไทยได้ เช่น ปัจจุบันมีการใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากไม่ระมัดระวังในการใช้ อาจมีการนำโครงสร้างของภาษาอังกฤษเข้ามาผสมในโครงสร้างของภาษาไทยได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังมากกว่าการใช้คำศัพท์วัยรุ่น ศัพท์เฉพาะกลุ่ม และศัพท์แสลง ที่เกิดขึ้นมาแล้วผ่านไป

ทั้งนี้ จากการสอบถามกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ในเรื่องการใช้ภาษาไทยของเด็กรุ่นใหม่ ต่างเห็นตรงกันว่า การใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกันระหว่างกลุ่มเพื่อนและสังคมออนไลน์ ไม่น่าจะสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างและหลักของภาษาไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารกันด้วยเรื่องราวที่ไม่เป็นทางการ อีกทั้งเป็นการพูดคุยกันแบบสนุกสนาน แต่ก็ยอมรับว่าบางครั้งเน้นสื่อสารกันด้วยความสนุกสนานมากจนเกินไป จึงมักหลุดใช้คำที่ไม่เหมาะสมออกไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับภาษาไทยที่ใช้อย่างเป็นทางการ หรือใช้ในการเรียนการสอนเพื่อนำไปสอบนั้น ยังคงต้องศึกษาให้ถูกต้องตามหลักโครงสร้างของภาษาไทยอยู่ดี

Tagged , , , , ,
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: